จากภารกิจต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น สู่หน่วยงานกึ่งทหารที่ทำหน้าที่ป้องกันชายแดน ปราบปรามอาชญากรรม และช่วยเหลือประชาชน — เรื่องราวกว่า 70 ปีของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 จังหวัดกาญจนบุรี
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (พ.ศ. 2485–2488) สิ้นสุดลง โลกเข้าสู่ภาวะสงครามเย็นระหว่างอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ ปี 2492 จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ ปี 2494 สหรัฐอเมริกาเริ่มมีบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ไทยเป็นฐานต่อสู้ภัยคอมมิวนิสต์ ผ่านการสนับสนุนของสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ภายใต้บริษัทบังหน้า "Sea Supply" นำมาสู่การจัดตั้งหน่วยตำรวจหลายประเภท อาทิ ตำรวจรถถัง ตำรวจน้ำ และตำรวจพลร่ม (PARU) อันเป็นรากฐานสำคัญของตำรวจตระเวนชายแดน
ปฏิบัติหน้าที่อย่างทหาร ในการป้องกันแนวชายแดนจากภัยคุกคามภายนอก
ปฏิบัติหน้าที่อย่างตำรวจ ในการปราบปรามอาชญากรรมริมแนวชายแดน
ปฏิบัติหน้าที่อย่างพลเรือน ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ความมั่นคง
ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่การก่อตั้งครั้งแรกที่ค่ายนเรศวร จนถึงการพระราชทานนามค่าย การเปลี่ยนชื่อหน่วย และการย้ายที่ตั้งสู่ปัจจุบัน
เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2496 เริ่มก่อตั้งครั้งแรก ณ ค่ายนเรศวร อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดกำลังพลเข้าปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ขณะยังไม่มีที่ตั้งทำการแน่นอน จึงฝากการบังคับบัญชาไว้กับผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี และตั้งที่ทำการชั่วคราว ณ บ้านพักรับรองของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี
ย้ายที่ทำการชั่วคราวไปตั้งที่กองร้อยรักษาดินแดน ถนนหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสร้างอาคารที่ทำการถาวรที่บ้านวังใหญ่ อำเภอไทรโยค แต่อาคารดังกล่าวมีอุปสรรคนานัปการ ไม่สามารถใช้ปฏิบัติงานได้จริง
ปี 2504 ขออนุมัติกรมตำรวจรื้อถอนที่ทำการจากบ้านวังใหญ่ อำเภอไทรโยค มาสร้างที่ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2512
เมื่ออาคารที่ทำการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดอาคารที่ทำการ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2512 โดยมีพันตำรวจเอกถวัลย์ รัตนกาล ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการในขณะนั้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมข้าราชการตำรวจ และพระราชทานอาวุธปืน M16 รุ่น AR15 จำนวน 5 กระบอก ซึ่งปัจจุบันยังคงเก็บรักษาไว้ในคลังของหน่วย
วันที่ 1 มิถุนายน 2513 พันตำรวจเอกกิตติศักดิ์ แก้วลำหัก ผู้กำกับการในขณะนั้น ทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานนามค่าย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า "ค่ายพระพุทธยอดฟ้า" ใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2514 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ทุกวันที่ 6 เมษายนของทุกปี (วันจักรี) จึงมีพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณและถวายสักการะเป็นประจำทุกปี
พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2529 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2529 มีผลใช้บังคับวันที่ 12 ธันวาคม 2529 กำหนดให้กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 7 เป็นส่วนราชการใหม่ ใช้ชื่อ "กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13" นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
วันที่ 17 มกราคม 2543 ได้รับอนุญาตให้ย้ายที่ตั้งหน่วยจากบ้านชุกกุ่ม ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง มายังบ้านห้วยสะพาน ตำบลหนองโรง อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยในปัจจุบัน ดำเนินการก่อสร้างและพัฒนาปรับปรุงจนแล้วเสร็จในปี 2554
วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน 2545 เวลา 13.50 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงวางศิลาฤกษ์และเททองหล่อพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
วันที่ 13 ธันวาคม 2547 เวลา 09.10 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และทรงเปิดป้ายกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนในวโรกาสเดียวกัน
ชาวค่ายพระพุทธยอดฟ้าถือเป็นวันสำคัญของค่าย จึงมีการจัดพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณและถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน สืบเนื่องจากพระราชทานนาม "ค่ายพระพุทธยอดฟ้า" ตั้งแต่ปี 2514
นับตั้งแต่ปี 2543 กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 ได้ย้ายมาตั้งอยู่ ณ ที่ทำการแห่งใหม่ พร้อมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นศูนย์รวมใจของข้าราชการตำรวจในหน่วย