Back To Top

foto1 foto2 foto3 foto4 foto5
13

กก.ตชด.๑๓

พร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

 

การดำเนินงานของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ได้เริ่มขึ้นในกลุ่มคนจีน ระหว่าง พ.ศ.2468-2470 โดยสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จากประเทศจีน ได้ถูกส่งตัวเข้ามาขยายงานในกลุ่มคนจีนในประเทศไทย และการดำเนินงานได้แผ่ขยายอิทธิพลเรื่อยมาจนสามารถจัดตั้ง “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” ได้สำเร็จในวันที่ 1 ธันวาคม 2485 การดำเนินงานของพรรคคอมมิวนิสต์มีเข็มมุ่งไปในภาคอีสานมากที่สุด ทั้งนี้เพราะสามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนได้จากประเทศใกล้เคียง และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ปะทะกับกองกำลังเจ้าหน้าที่เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ที่บ้านนาบัว ต.เรณูนคร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ อ.เรณูนคร) เรียกว่า วันเสียงปืนแตก ผลักดันให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจำต้องมีมติให้ดำเนินการต่อสู้ด้วย อาวุธ โดยประกาศจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธอย่างเป็นหลักฐานขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “พลพรรคประชาชนต่อต้านอเมริกาแห่งประเทศไทย หรือ พล ป.ต.อ.” ขึ้นที่ภูกะเสด ต.โพนทอง อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ) เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2508 และได้ประกาศจัดตั้ง “กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย” หรือ “ท.ป.ท.” อย่างเป็นหลักฐาน ตั้งแต่ พ.ศ.2508 เป็นต้นมา สถานการณ์ตามแนวชายแดนภาคอีสานของประเทศไทย ถูกภัยคตุกคามจากการปฏิบัติการของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง โดยการแทรกซึม โฆษณาชวนเชื่อ ชักชวนเด็กหนุ่มชาวเขาให้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ และให้เดินทางไปฝึกอบรมลัทธิการเมือง การทหารในทางตอนเหนือของประเทศลาว บางคนไปอบรมต่อถึงประเทศเวียดนามเหนือ และประเทศจีนตอนใต้ เมื่อเด็กเหล่านี้กลับสู่ถิ่นฐานเดิมของตนในเวลาต่อมา(ระยะเวลาการอบรม ประมาณ 8 เดือน ถึง 1 ปี) ก็กลับมาพร้อมกับคนแปลกหน้า และทำการโฆษณาชวนเชื่อ ชักชวนคนในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์มากขึ้น

ต่อมากลุ่มชาวเขาที่เข้าร่วมขบวนการผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ก็ถูกชักจูงให้ต่อต้านขัดขวางการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร ที่เข้าไปช่วยเหลือพัฒนาชาวเขา และต่อต้านขัดขวางชาวเขาที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอยู่เสมอ นอกจากนั้น ชาวเขาที่ลุ่มหลงนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ยังใช้วิธีการลอบดักทำร้าย ลอบฆ่าผู้ที่ให้ข่าว และผู้ที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ พฤติการณ์ต่อต้านนี้รุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ

ตนกระทั่งปี พ.ศ.2511 การปฏิบัติงานของผู้ก่อการร้ายถึงขั้นการก่อวินาศกรรม การใช้อาวุธลอบโจมตีเจ้าหน้าที่ พลเรือน ตำรวจ ทหาร อย่างเปิดเผย และในวันที่ 4 ธันวาคม 2511 กองกำลังผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้เข้ายึดหมู่บ้านหลายหมู่บ้าน ในเขต อ.ด่านซ้าย จ.เลย ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่โดยใช้อาวุธ ดังนั้นกองกำลังของกองกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 4 และกองกำลังสนับสนุนจากกองทัพภาค 2 และ 3 จึงร่วมกันใช้กำลังเข้าปราบปราม แต่กลับทำให้กำลังของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์แตกกระจายกันออกไป และยึดพื้นที่หลบซ่อน เพื่อเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ และทำการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ ต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ลัทธิคอมมิวนิสต์จึงได้เริ่มแพร่กระจายไปสู่หมู่บ้านใกล้เคียง และบางหมู่บ้านในพื้นที่ราบในเขตอำเภออื่น ๆ ของจังหวัดเลย อีกทั้งยังมีการเคลื่อนไหวกระจายแนวความคิดออกไปอย่างกว้างขวาง

พ.ต.อ.สมควร หริกุล

 

จากประสบการณ์นี้ ทำให้ พ.ต.อ.สมควร หริกุล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 4 ผู้รับผิดชอบพื้นที่ที่มีปัญหาข้างต้น ระหนักถึงภัยคุกคาม และการขยายไปสู่กลุ่มชาวบ้านอื่นที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากบริเวณที่เป็นปัญหามีสภาพทุรกันดาร อยู่ติดชายแดนใกล้กับฐานปฏิบัติการของประเทศลาว ทำให้เจ้าหน้าที่อยู่ในลักษณะเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ล่อแหลมต่อการคุกคาม ของผู้การร้ายคอมมิวนิสต์ในอนาคต ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ เขต 4 และเขต 6 มีขีดจำกัดในการส่งกำลังบำรุง แต่มีความเร่งด่วนที่จะต้องป้องกันพื้นที่ส่วนนี้ไว้ให้ได้ ดังนั้นจึงใช้วิธีสร้างประชาชนให้เกิดความรู้สึกผิดชอบต่อบ้านเมืองของตน ร่วมกันกับตำรวจตระเวนชายแดน ด้วยมีเหตุผลหลัก 4 ประการ คือ

 พัฒนารักษาพื้นที่ส่วนนี้ไว้มิให้ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพลได้อย่างเสรี

  1. สร้างพื้นที่หมู่บ้านให้ประชาชนรู้จักการต่อต้านผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่รุกรานจากนอกประเทศ
  2. รักษาเส้นทางไว้มิให้ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มีอิทธิพลเหนือรัฐบาล
  3. ป้องกันรักษาพื้นที่หมู่บ้านชายแดนไว้ก่อนที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์จะเผยแพร่ลัทธิลงสู่พื้นราบได้

 ด้วย เหตุผล และประสบการณ์ที่ผ่านมา กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 4 และเขต 6 จึงได้ร่วมกันพิจารณาแก้ปัญหา โดยตกลงคัดเลือกชาวบ้านตามแนวชายแดนในพื้นที่ ตำบลแสงพา ต.นาที และบ้านบ่อภาค ให้เข้ามารับการฝึกอบรมเป็น “อาสาสมัครชาวบ้านชายแดน” ทั้งนี้เพื่อให้ชาวบ้านชายแดนเกิดความหวงแหนในชาติบ้านเมือง เสียสละเพื่อประโยชน์สุข และความอยู่รอดของชาติ ทั้งนี้ได้คัดเลือกชาวบ้านจากบ้านเหล่ากอหก บ้านบ่อภาค บ้านแสงพา พื้นที่ละ 30 คน รวม 90 คน มารับการฝึกอบรมที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 2 อ.ด่านซ้าย จ.เลย โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณค่าใช้จ่ายตลอดการฝึกอบรมประมาณ 2 เดือน

 การ ฝึกอบรมมีลักษณะคล้ายคลึงกับการฝึกอาสาสมัครทั่ว ๆ ไป แต่ปรากฏว่าในระหว่างการฝึกอบรม ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียกร้องสิทธิต่าง ๆ หลายประการจนต้องหยุดการฝึกอบรม แล้วทำความเข้าใจกันถึงเหตุผลที่แท้จริงของการเป็นอาสาสมัครชาวบ้านชายแดน จากนั้นจึงสามารถดำเนินการฝึกอบรมต่อไปได้ โดยผู้ให้การฝึกอบรมต้องปรับปรุงแนวทางการฝึกอบรมใหม่ในทันที โดยเริ่มปฏิบัติการจัดให้มีการอยู่ร่วมกัน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน และเน้นหนักในด้านความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ระหว่างการฝึกอบรมได้สอดแทรกระบบหมู่ของกิจกรรมลูกเสือทดลองไว้ในการฝึกด้วย จนทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีชีวิตชีวาขึ้น เกิดความรักใคร่ สนิทสนมกลมเกลียวกันยิ่งขึ้น ประกอบกับผู้ให้การฝึกอบรมได้ให้ความเป็นกันเองอย่างพี่น้อง จึงทำให้ชาวบ้านชายแดนเกิดความอบอุ่นใจ รู้สึกภูมิใจที่ตนเองได้เสียสละเพื่อความอยู่รอดของชาติ การฝึกอบรมขั้นต้นผ่านไปด้วยความเรียบร้อย เมื่อจบการฝึกอบรมมีการมอบหมายภารกิจให้ปฏิบัติในท้องถิ่นของตนเอง

 หลังจากที่อาสามสมัครชาวบ้านชายแดน ได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่แล้วโดยเรียกชื่อเป็น “ชาวบ้านรักษาชายแดน” (ชบ.ชด.) เป็นผู้คุ้มครองของตำบล และทำการสำรวจชายแดน ปรากฏว่ามีสามเหตุหลายประการที่ต้องล้มเลิกแนวการฝึกอบรมอาสาสมัครประเภทนี้ อันได้แก่

การติดอาวุธแก่ประชาชน หากไม่สามารถควบคุมการปฏิบัติงานได้อย่างใกล้ชิดแล้ว เปรียบเสมือนดาบสองคม

  1. ประ ชานเมื่อได้รับการฝึกอาวุธแล้วเกิดข้อเปรียบเทียบว่า ตนเองคือบุคคลสำคัญคนหนึ่ง มีการตั้งข้อเรียกร้องต่าง ๆ ขึ้นอีก เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ ค่าสวัสดิการต่าง ๆ รวมไปถึงเครื่องแบบที่มีลักษณะคล้ายกับการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
  2. เรียกร้องสิทธิให้ตนเองได้เงินเดือน
  3. หน่วย ราชการอื่น ทำโครงการในลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น ไทยอาสาสมัครรักษาดินแดน ชุดคุ้มครองหมู่บ้าน รักษาความปลอดภัยและอื่น ๆ ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนทางความคิด เกิดความไม่มั่นใจต่อทางราชการว่าตนเองควรยึดโครงการใดเป็นหลัก

 ในที่สุดก็มีการยกเลิกการฝึกอบรมชาวบ้านรักษาชายแดนและปรับปรุงการฝึกอบรมใหม่ เป็นการฝึกอบรมแบบ “ลูกเสือชาวบ้านชายแดน”(ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ลูกเสือชาวบ้าน” และเน้นให้ยึดอาวุธทางความคิดเป็นหลัก โดยมี พ.ต.อ.สมควร หริกุล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 4 , นายวิโรจน์ พูลสุข อดีตเขตการศึกษาที่ 9 จ.อุดรธานี , นายสมเกียรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร ผู้ตรวจการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยวิทยากรจากกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 4 และวิทยากรจากเขตการศึกษาที่ 9 เป็นผู้ริเริ่มร่วมกันจัดทำหลักสูตร การฝึกอบรมทดลองขึ้น จากนั้น พ.ต.อ.สมควร ฯ จึงได้รวบรวมชุดชาวบ้านรักษาชายแดน และราษฎรหมู่บ้านใกล้เคียงจำนวน 125 คน เข้ารับการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านตามแนวคิดใหม่ระหว่างวันที่ 9-12 สิงหาคม 2514 ที่ศูนย์พัฒนาการโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน บ้านเหล่ากอหก กิ่ง อ.นาแห้ว จ.เลย (ปัจจุบันเป็น อ.นาแห้ว)

 การฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านสมัยเริ่มแรก ใช้วิธีการแนะนำและชักจูงรวบรวมเอาประชาชน และเอาจิตใจของประชาชนให้มารวมกันเป็นมิตร เพื่อให้เขารวมกันเป็นหมู่คณะ ดดยมีการใช้วิธีการและเอากิจกรรมของลูกเสือมาเสริมมาเสริมสร้างปลูกฝังนิสัย ให้เขารักบ้านเมือง รักถิ่นฐาน รักหมู่คณะ ร่วมกันทำกิจกรรม ร่วมกันพัฒนาบ้าน ที่อยู่อาศัย ร่วมกันเสียสละ ช่วยตนเอง และประการสำคัญให้มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย

 ผลการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านหลักสูตรทดลองปรากฏว่า ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม กล่าวคือสามารถใช้เป็นฐานในการต่อต้านและป้องกันอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ อย่างได้ผล ดังนั้นการฝึกอบรมจึงได้แพร่ขยายไปยังจังหวัดต่าง ๆ มีการส่งเจ้าหน้าที่จากหลายพื้นที่เข้ามาฝึกอบรม เพื่อกลับไปเป็นวิทยากรลูกเสือชาวบ้านในท้องถิ่นของตนเอง การฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านรุ่นที่ 9 เมื่อวันที่ 25-29 พฤศจิกายน 2514 ที่บ้านทรายมูล ต.อุ่มเหม้า อ.ธาตุพนม จ.นครพนม มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 238 คน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีปิด นับเป็นพระองค์แรกที่มีพระมหากรุณาธิคุณต่อลูกเสือชาวบ้าน

 เมื่อฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านได้จำนวนหนึ่ง พ.ต.อ.สมควร ฯ จึงได้สรุปผลการฝึกอบรมเสนอต่อ พล.ต.ท.สุรพล จุลละพราหมณ์ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ท่านได้ให้การสนับสนุนการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านเป็นอย่างดี และได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน รวบรวมข้อมูลการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านโดยละเอียด พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ ฯ จึงได้ศึกษาและสังเกตการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านแล้วพิจารณาเห็นว่า การฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านมีประโยชน์และสร้างสรรค์ ความสามัคคีกลมเกลียวให้บังเกิดขึ้นในหมู่ข้าราชการพ่อค้า นักธุรกิจ และประชาชนทั่วไป สามารถขจัดช่องว่างและเส้นขนานระหว่างข้าราชการกับประชาชนได้เป็นอย่างดี ตรงกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า น พระบรมราชินีนาถ ในการสร้างความสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนชาวไทย พล.ต.ท.สุรพล ฯ จึงมอบหมายให้ พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ ฯ นำเรื่องราวการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านโดยละเอียดขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จ ฯ ทอดพระเนตรกิจกรรมลูกเสือชาวบ้าน ห่วงรัดผ้าผูกคอ และหน้าเสือ และทรงรับกิจการลูกเสือชาวบ้านในพระบรมราชานุเคราะห์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 ต่อมาสภาลูกเสือแห่งชาติ พิจารณาเห็นว่ากิจการลูกเสือชาวบ้านเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง และการพัฒนาชุมชนเพราะกิจการลูกเสือชาวบ้านเป็นการดำเนินการที่เผยแพร่ กิจกรรมและวิธีการลูกเสือชาวบ้านเข้าสู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง ในระบอบประชาธิปไตย เพื่อยังประโยชน์ให้เกิดความรักความสามัคคี ความกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในหมู่ประชาชน ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของแต่ละบุคคล นอกจากนั้นยังเป็นการช่วยพัฒนาสังคมโดยทั่วไป โดยระบบหมู่ลูกเสือ จึงได้ตกลงรับกิจการลูกเสือชาวบ้านเป็นส่วนหนึ่งของคณะลูกเสือแห่งชาติ เมื่อ 5 กรกฎาคม 2516 และ ฯพณฯ นายอภัย จันทวิมล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ได้ตราข้อบังคับ ฉบับที่ 6 ลง 5 กรกฎาคม 2516 ให้ผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด เป็นผู้อำนวยการลูกเสือชาวบ้านโดยตำแหน่ง ปรากฏว่าในปี 2518 ได้มีการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านครบทุกจังหวัด สมดังพระราชประสงค์และยังมีการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อ เนื่องจนถึงปัจจุบันมีประมาณ 5 ล้านคน

พ.ศ.2517 คณะกรรมการลูกเสือแห่งชาติได้ตราข้อบังคับลูกเสือแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ลง 7 ตุลาคม 2517 ว่าด้วยวัตถุประสงค์ หลักสูตร เครื่องแบบวุฒิบัตร บัตรประจำตัว และธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน

พ.ศ.2521 ฯพณฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรี จึงออกคำสั่งที่ สร.75/2521 ลงวันที่ 18 เมษายน 2521 เรื่องการดำเนินการลูกเสือชาวบ้านในพระบรมราชานุเคราะห์ สรุปได้ดังนี้

 

  1. ให้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้านขึ้นโดยมีสำนักงานอยู่ภายในบริเวณกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
  2. ศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้าน มีหน้าที่เป็นศูนย์รวมของลูกเสือชาวบ้านทั่วราชอาณาจักร
  3. ศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือ ขึ้นตรงต่อสภาลูกเสือแห่งชาติ
  4. ให้ พลตำรวจตรี เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้าน

 

ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2534 ได้มีคำสั่ง ฯพณฯ นายอานัท์ ปัญญรชุน นายกรัฐมนตรีที่ สร.205/2534 ลง 6มิถุนายน 2534 แต่งตั้งให้ พล.ต.ท.สมควร หริกุล เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติลูกเสือชาวบ้าน

 

Copyright © 2019 กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 Rights Reserved.